บางครั้ง สิ่งที่คนคนหนึ่งต้องการที่สุด ไม่ใช่คำตอบ แต่คือ “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เขาสามารถพูดได้อย่างเต็มที่
“ฉันไม่ต้องการให้คุณแก้ปัญหาให้ฉันตอนนี้...ฉันแค่อยากให้คุณฟังฉันก่อน”
เรามักตอบกลับด้วยความหวังดี เช่น “อย่าคิดมาก” หรือ “เรื่องแค่นี้เอง” แต่คำพูดเหล่านั้นอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า “สิ่งที่ฉันรู้สึกไม่สำคัญ” เมื่อคนรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาอาจหยุดพูด ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะพูด แต่เพราะไม่มั่นใจว่าเราจะ “ฟังโดยไม่ตัดสิน” ได้จริงหรือไม่
🎧 ฟัง กับ ได้ยิน ต่างกัน
การได้ยิน คือการรับรู้เสียงการฟัง คือการตั้งใจเข้าใจทั้งสิ่งที่พูดและสิ่งที่ไม่ได้พูดบางครั้งคำว่า “ไม่เป็นไร” อาจซ่อนความเหนื่อยไว้เบื้องหลัง การฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) จึงหมายถึงการฟังทั้งคำพูด น้ำเสียง สีหน้า และความเงียบ เพราะความเงียบก็พูดได้
🌱 หลักการฟังด้วยใจ
1. หยุดก่อนตัดสิน เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกอย่าง แต่ควร “เข้าใจก่อนประเมิน”
2. ให้เวลาและพื้นที่ ความเงียบไม่ใช่จุดจบของบทสนทนา แต่คือช่วงเวลาที่อีกฝ่ายกำลังรวบรวมความรู้สึก
3. ฟังทั้งคำพูดและความรู้สึก แทนที่จะตอบว่า “ต้องพยายามมากขึ้น” ลองพูดว่า “คุณคงเหนื่อยมากเลยนะ” ประโยคเล็ก ๆ แบบนี้อาจเป็นการเยียวยาที่ทรงพลังที่สุด
💡 หลัก “3 ฟัง” เพื่อฟังด้วยใจ
👂 ฟังคำพูด – เขาพูดว่าอะไร❤️ ฟังความรู้สึก – เขารู้สึกอย่างไร🤲 ฟังความต้องการ – เขาต้องการอะไรจากเรา
📖 ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ผลการศึกษาของ Springer et al. (2026) การเปิดใจรับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ (empathy, sympathy และ compassion) ช่วยให้ผู้ป่วยเปิดเผยอารมณ์มากขึ้น ลดความวิตกกังวล และส่งเสริมการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ผลการศึกษาของ Mercer et al. (2016) พบว่าการเปิดใจรับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ (empathy) เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่และความพึงพอใจที่ดีขึ้น “การฟังด้วยใจ ไม่ตัดสิน” คือการเยียวยาที่ทรงพลังผลการศึกษา Derksen et al. (2013) จากการศึกษาพบว่าการเปิดใจรับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ในการดูแลสุขภาพช่วยเพิ่มความพึงพอใจ ความร่วมมือในการรักษา และผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น
❤️ สรุป
บางครั้งสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่คำแนะนำ แต่คือการมีคนอยู่ข้าง ๆ และฟังอย่างเข้าใจ
การรับฟังที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การพูดอะไรที่ถูกต้องที่สุด แต่อาจเป็นการทำให้อีกคนรู้สึกว่า
“ตรงนี้ปลอดภัยพอสำหรับฉันที่จะเป็นตัวเอง”
รับชมวิดีโอ
1. เสียง...ที่ไม่มีใครได้ยิน
2. PFA-การปฐมพยาบาลด้านจิตใจ : Listen ใส่ใจ รับฟัง
แหล่งอ้างอิง:
Derksen, F., Bensing, J., & Lagro-Janssen, A. (2013). Empathy in healthcare: A systematic review. Patient Education and Counseling, 93(1), 7–14. https://doi.org/10.1016/j.pec.2013.03.009 (doi.org in Bing)
Mercer, S. W., Higgins, M., Bikker, A. M., Fitzpatrick, B., McConnachie, A., Lloyd, S. M., Little, P., & Watt, G. C. M. (2016). General practitioners’ empathy and health outcomes: A prospective observational study of consultations in areas of high and low deprivation. Annals of Family Medicine, 14(2), 117–124. https://doi.org/10.1370/afm.1910
National Institute for Health and Care Excellence (NICE). (2021). Patient experience in adult NHS services: Improving the experience of care for people using adult NHS services. NICE Guideline [CG138]. Retrieved from NICE website
Springer, S., & colleagues. (2026). Communicating empathy, sympathy, and compassion in healthcare consultations: A systematic review. Journal of Health Communication, 31(4), 455–472.
โพสต์โดย พิชามญชุ์ ไหว้พรหม
24 ส.ค. 2569 16:32 53 views 0 🪱🐟 **กินปลาดิบ…เสี่ยง “พยาธิใบไม้ตับ” ภัยเงียบที่อาจนำไปสู่มะเร็งท่อน้ำดี**
หลายคนอาจคิดว่า “ปลาน้ำจืดสด ๆ กินแล้วไม่เป็นอะไร”แต่รู้หรือไม่❓ ปลาน้ำจืดที่ปรุงไม่สุก อาจมี **ตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini)** ซ่อนอยู่
🪱 **โรคพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchiasis)**เกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดที่มีตัวอ่อนของพยาธิ เช่น🐟 ปลาร้า🐟 ปลาส้ม🐟 ก้อยปลา🐟 ลาบปลาดิบที่ผ่านการปรุงไม่สุก
เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกาย อาจอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด **มะเร็งท่อน้ำดี** ได้
⚠️ **สัญญาณที่ควรระวัง**• ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา• ท้องอืด แน่นท้อง• เบื่ออาหาร น้ำหนักลด• ตัวเหลือง ตาเหลือง (ในระยะรุนแรง)
✅ **ป้องกันง่าย ๆ ด้วยหลัก “กินสุก ลดเสี่ยง”**✔️ รับประทานปลาน้ำจืดที่ปรุงสุกเท่านั้น✔️ หลีกเลี่ยงเมนูปลาดิบหรือหมักที่ไม่ผ่านความร้อน✔️ ตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยง
💡 **เปลี่ยนจาก “ความเคยชิน” เป็น “ความปลอดภัย”เพราะมะเร็งท่อน้ำดี…อาจเริ่มต้นจากอาหารมื้อเล็ก ๆ**
#พยาธิใบไม้ตับ#Opisthorchisviverrini#กินสุกลดเสี่ยง#มะเร็งท่อน้ำดี#สุขภาพดีเริ่มที่เรา
โพสต์โดย สุชาดา มัธยม
24 ส.ค. 2569 11:12 50 views 0 ลูกสำลัก สิ่งแปลกปลอมติดคอ! พ่อแม่ต้องทำอย่างไร? เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ! การรู้วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตามมาตรฐาน AHA Guidelines 2025 จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับเด็กโตได้อย่างมาก มาเช็กขั้นตอนที่ถูกต้องกันครับ ประเมินอาการทันที (สติสำคัญที่สุด!) ไอแรง / พูดได้ / หายใจได้: ให้กระตุ้นให้เด็กไอต่อไปเรื่อยๆ เฝ้าดูอาการใกล้ชิด เพราะการไอคือวิธีขับสิ่งแปลกปลอมที่ดีที่สุด ไอไม่ออก / พูดไม่มีเสียง / เอามือกุมคอ / หน้าเริ่มเขียว: นี่คือภาวะ "ทางเดินหายใจอุดกั้นรุนแรง" ต้องรีบช่วยเหลือทันที! วิธีช่วยเหลือเด็กที่ยัง "มีสติ" (สูตร 5:5)ให้ทำสลับกันจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมาตบหลัง 5 ครั้ง: ยืนด้านหลัง เยื้องไปข้างตัวเด็ก โน้มตัวเด็กไปข้างหน้า ใช้ส้นมือตบบริเวณกึ่งกลางระหว่างกระดูกสะบัก 5 ครั้ง แรงและเร็วรัดกระตุกหน้าท้อง 5 ครั้ง (Heimlich Maneuver): ยืนซ้อนหลังเด็ก โอบรอบเอว กำหมัดวางเหนือสะดือแต่ใต้ลิ้นปี่ ใช้มืออีกข้างกุมหมัด แล้วรัดกระตุกเข้าหาตัวและขึ้นบนอย่างเร็ว 5 ครั้ง หมดสติ: โทร 1669 และเริ่ม CPR ทันที! ข้อควรระวังสำคัญ! ห้ามล้วงคอแบบสุ่ม (Blind Finger Sweep): เพราะจะยิ่งดันสิ่งแปลกปลอมให้ลึกลงไป ห้ามตบหลังตอนเด็กยืนตัวตรง: ให้ทำเฉพาะตอนที่โน้มตัวเด็กไปข้างหน้าตามขั้นตอนเท่านั้น ระวังการบาดเจ็บภายใน: การช่วยชีวิตต้องใช้แรงที่เหมาะสมกับขนาดตัวเด็กแชร์เก็บไว้หรือส่งต่อให้คนที่คุณรัก เพราะวินาทีที่ถูกต้อง...อาจรักษาหนึ่งชีวิตไว้ได้
โพสต์โดย นิศารัตน์ บามขุนทด
29 เม.ย. 2569 13:55 1026 views 6 สงกรานต์สุขใจ ใส่ใจผู้สูงวัย ด้วยหลัก “5 อ.สู้ภัยร้อน”
เดือนเมษายนถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการรวมตัวของครอบครัว เพราะไม่เพียงแต่จะมีเทศกาล "วันสงกรานต์" หรือวันขึ้นปีใหม่ไทยเท่านั้น แต่ในวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ยังตรงกับ "วันผู้สูงอายุแห่งชาติ" อีกด้วย วันสำคัญนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของผู้สูงวัย ผู้เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ การแสดงความรัก ความเคารพ และการให้ท่านได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมประเพณีรดน้ำดำหัวเพื่อขอพร จะช่วยเติมเต็มพลังใจและทำให้ท่านรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและเป็นคนสำคัญของลูกหลานอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่นนี้ สภาพอากาศที่ร้อนจัดในเดือนเมษายนและความแออัดจากการทำกิจกรรม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีระบบปรับอุณหภูมิในร่างกายทำงานลดลงตามวัย ทำให้เสี่ยงต่อปัญหาต่างๆ เช่น ภาวะขาดน้ำ โรคลมแดด อาหารเป็นพิษ รวมถึงอุบัติเหตุจากการลื่นล้ม เพื่อเป็นการส่งความสุขและดูแลสุขภาพของท่านในโอกาสวันสงกรานต์และวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ศูนย์ฝึกอบรมปฐมพยาบาลและสุขภาพอนามัย สภากาชาดไทย ขอแนะนำบทความการดูแลตนเองและดูแลผู้สูงวัยด้วยหลัก "5 อ. สู้ภัยร้อน" ดังนี้ค่ะ1. อ. อาหาร (สะอาดและดับร้อน) ในเดือนที่เชื้อโรคเติบโตเร็วและอาหารบูดเสียได้ง่าย ควรเน้นรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืน โดยเฉพาะเมนูที่มีกะทิ ควรเลือกทานผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นและมีน้ำเยอะ เช่น แตงโม สับปะรด หรือแตงกวา เพื่อช่วยดับพิษร้อนจากภายในร่างกาย รวมทั้งควรดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ แม้จะไม่รู้สึกกระหาย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ2. อ. อากาศ (ระบายความร้อน ป้องกันโรคลมแดด) ภาวะโรคลมแดด (Heat Stroke) คืออันตรายอันดับหนึ่งของผู้สูงอายุในเดือนนี้ ควรจัดที่พักอาศัยให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก หากอยู่ในบ้านควรเปิดหน้าต่างให้ลมพัดผ่าน หรือเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศในอุณหภูมิที่พอเหมาะ (ประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส) เลือกสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อผ้าคอตตอนที่ระบายอากาศได้ดีและไม่รัดรูป หากต้องออกแดด ไม่ควรอยู่กลางแดดนานเกิน 15-20 นาที และควรพกพัดลมขนาดเล็กหรือผ้าเย็นติดตัวไว้เสมอ3. อ. ออกกำลังกาย (ปรับเวลาและสถานที่ให้เหมาะสม) แม้การออกกำลังกายจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย แต่ในช่วงเดือนเมษายนควร งดการออกกำลังกายกลางแจ้งช่วงแดดแรง (10.00 – 16.00 น.) ให้เปลี่ยนมาเป็นการยืดเหยียดร่างกายเบาๆ หรือกายบริหารในร่มช่วงเช้ามืดหรือหัวค่ำแทน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกิดภาวะช็อก โดยสามารถเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย เช่น การเดินช้าๆ หรือฝึกโยคะ แต่หากมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ4. อ. อารมณ์ (ใจเย็นสู้แดดและสร้างความสุข) อากาศที่ร้อนจัดมักทำให้คนเราหงุดหงิดง่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความดันโลหิต จึงควรหากิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย เช่น การฟังธรรมะ หรือการรดน้ำต้นไม้ในร่ม นอกจากนี้ การให้ลูกหลานใช้เวลาพูดคุย ชวนเล่าเรื่องราวสมัยสงกรานต์ในอดีต หรือให้ผู้สูงอายุได้ "ให้พร" อย่างเป็นทางการ จะช่วยสร้างความสุขใจ (Self-esteem) ทำให้ท่านรู้สึกถึงความรักและความอบอุ่น5. อ. อุบัติเหตุ (ระวังพื้นที่เปียกแฉะและจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย) ข้อนี้สำคัญมากสำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์! การทำกิจกรรมรดน้ำดำหัวมักทำให้พื้นบ้านเปียกและลื่นได้ง่าย ลูกหลานควรเช็ดพื้นให้แห้งทันที และกำชับให้ผู้สูงอายุสวมรองเท้าที่มีดอกยางกันลื่นแม้จะอยู่ในบ้าน เพื่อป้องกันการหกล้มซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะกระดูกหักที่เป็นอันตรายร้ายแรง นอกจากนี้ ควรดูแลแสงสว่างในบ้านให้เพียงพอ ระวังจุดที่เป็นพื้นต่างระดับ และควรเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินในบ้านไว้ในจุดที่ผู้สูงอายุใช้งานได้ง่าย การดูแลเอาใจใส่ด้วยหลัก 5 อ. นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องสุขภาพกายของผู้สูงอายุจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด แต่ยังช่วยเติมเต็มความสุขทางใจ ทำให้เทศกาลสงกรานต์และวันผู้สูงอายุปีนี้ เป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัย อบอุ่น และมีความหมายสำหรับครอบครัวอย่างแท้จริง
โพสต์โดย พัฒนาภรณ์ ผดุงกาญจน์
4 เม.ย. 2569 09:12 372 views 1 การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ลดลง
ส่งผลให้ผู้สูงอายุ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการพลัดตกหกล้ม
ดังนั้น การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและปลอดภัย จึงเป็นเรื่องสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
* การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากตัวผู้สูงอายุ
* การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากสิ่งแวดล้อม
สามารถไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้
#ผู้สูงอายุปลอดภัย #บ้านปลอดภัย #ดูแลผู้สูงอายุ #สิ่งแวดล้อมผู้สูงวัย #ป้องกันการหกล้ม #สุขภาพผู้สูงอายุ #SafeElderly #AgingCare #HealthyAging
https://learning.redcross.or.th/course/preview/F381280C-2BAE-4AE2-8BC4-99202F2E131C โพสต์โดย อุทัยวรรณ อำพันขาว
26 มี.ค. 2569 10:02 155 views 0